top
เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ Astoria รุ่น Plus 4 you

เครื่องชงกาแฟ Astoria รุ่น Plus 4 You เป็นเครื่องชงกาแฟ เอสเพรสโซ่ ระบบ Multi boiler ควบคุมการททำงาน ด้วย บอร์ดรุ่นใหม่ ใช้การเข้าไปเซ็ท ตั้งข้อมูลต่าง ๆ ด้วย บัตร Smart Card ด้วยแนวคิดใหม่ ที่ต้องการปฏิวัติ วงการเครื่องชงกาแฟ ด้วยการออกแบบ ระบบ Hydraulic circuit ใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ ระบบ Boiler และ หัวกรุ๊ปรุ่นใหม่


ระบบ Multi Boiler รุ่นใหม่ เสถียรกว่าเดิม เพื่อคุณภาพกาแฟที่ดีที่สุดในทุก ๆ แก้ว

ข้อแตกต่างที่ +4U ต่างจาก Multi boiler รุ่นอื่น คือ วิศวะกรของโรงงาน Astoria ได้มีการทดสอบ และดัดแปลงแก้ไข ในเรื่องความ เสถียรของอุณหภูมิน้ำ ที่ออกมาจากหัวกรุ๊ปให้ได้ค่าที่คงที่มากที่สุด จนสามารถออกแบบ ระบบ Boiler และ หัวกรุ๊ปรุ่นใหม่ ที่ทำให้ อุณหภูมิ น้ำที่ใช้ชงกาแฟ มี่ค่า แตกต่าง ไม่เกิน 1 องศาเซลเซียส ในหลักการที่ปั๊มจะทำการเติมน้ำเย็นเข้าใน Boiler ที่อยู่ติดกับหัวกรุ๊ป ซึ่งมีขนาด 1 ลิตร ด้านหลังของหัวกรุ๊ป ซึ่งภายใน Boiler จะมี Heater ขนาด 1000 w ติดตั้งอยู่ เมื่อเราทำการกดปุ่มเปิดระบบน้ำ น้ำจะถูกเติมเข้าด้านล่าง เพื่อดันน้ำร้อน ที่อยู่ด้านบน เข้าสู่หัวกรุ๊ป

ในขณะที่ตัวหัวกรุ๊ปเองนั้นก็ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ไม่ให้อุณหภูมิ หรือ สภาพอากาศแวดล้อม มีผลต่ออุณหภูมิน้ำ โดยมี heater เล็ก ๆ ขนาด 150 w ติดตั้งอยู่ พร้อม Probe เซ็นเซอร์ อุณหภูมิ อยู่ด้วยกัน เพื่อทำการวัดค่าของอุณหภูมิน้ำ ก่อนที่จะปล่อยออกสู่ กาแฟ
ที่อยู่ด้านล่าง ตัว ฮีทเตอร์ และ เซ็นเซอร์จะทำหน้าที่ ชดเชยอุณหภูมิให้สูงขึ้นหากน้ำที่ไหลมาจากหัวกรุ๊ปมีอุณหภูมิ แกว่ง หรือ ลดลง ซึ่งเป็นเหตุผล ที่ทำให้ อุณหภูมิน้ำ มีความเสถียรมาก และ มีผลต่อเนื่องทำให้ คุณภาพของกาแฟ ที่ชงผ่านเครื่อง Plus 4 You มีคุณภาพดีกว่าเครื่องทั่ว ๆ ไป


Saving Energy System

Astoria Plus 4 You มีการออกแบบให้ สามารถทำงานได้ดีในทุก รูปแบบการขาย พร้อมกับการ ประหยัดพลังงานเป็นเลิศ ในยุคที่ ทรัพยากร ธรรมชาติ มีราคาแพงขึ้น ทุก ๆ วัน

เป็นครั้งแรกที่เครื่องชง มีระบบ Self-leaning process software ทำหน้าที่จดจำการทำงานจริง ในแต่ละวัน เพื่อนำมาประมวลผลให้ เครื่องฯ ทำงาน และ ทำความร้อนเท่าที่จำเป็น ไม่กินไฟ พร่ำเพรื่อ เหมือนเคย โดยการทำงานของระบบ Self-leaning นี้ จะทำงานโดยเครื่องจะจดจำความถี่ของการใช้งานใน 7 วัน แรกของการเข้าสู่ระบบ แล้วเครื่องก็จะทำการเซ็ทเวลาให้เค้าสู่โหมด stand by ให้อัตโนมัติ

นอกจากนั้น ยังมีระบบ Real time saving Mode ซึ่งสามารถเข้าระบบ Stand by โดยเวลา ที่เราตั้งไว้ ให้ระบบทำงาน หลังจากที่ได้ทำการใช้งานครั้งสุดท้ายกี่นาที ตามความต้องการ

และเมื่อใดก็ตามที่เครื่องอยู่ในโหมด Stand by หรือ Saving mode อยู่นั้น หากต้องการที่ใช้เครื่องชงกาแฟ Plus 4 You นั้นก็สามารถ เปิดเครื่องทำงานได้ทันที โดยการกดปุ่ม Stop/Prog. ค้างไว้ 3 วินาที เครื่องชงกาแฟ Plus 4 You ก็สามารถใช้งานได้ทันที จากเหตุผลที่กล่าวไปแล้วในเรื่อง ฮีทเตอร์ที่อยู่ที่หัวกรุ๊ปจะทำการชดเชย อุณหภูมิให้อีกที หากอุณหภูมิที่ได้ไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ แต่หากกลัวมากกว่า จะไม่ได้อุณหภูมิ
ที่เที่ยงตรง โดยปรกติ ในโหมด Stand by เครื่องจะรักษาอุณหภูมิอยู่ที่ 75 องศา ซึ่งเราสามารถปรับ เพิ่ม/ลด อุณหภูมิในโหมด stand by ตามค่าที่ต้องการได้ทุกค่า


ยืดหยุ่น ในทุกความต้องการ ที่จะปรับเปลี่ยน

Astoria Plus 4 You Espresso Machine ที่มีจอ Display ติดตั้งมาพร้อมกับ Control Pad หน้าตา สวยงามดั่งเช่นเครื่องเล่น Multi media ยอดฮิต ทำให้คุณสามารถปรับ ค่าอุณหภูมิ แต่และ Boiler หรือ แต่ละหัวกรุ๊ป ได้อย่างอิสระ และ ง่ายต่อการปรับเปลี่ยน โดยการใช้ ระบบ Smart Card ที่ติดตั้ง ชิปอัจฉริยะ ในตัว

อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยน ความแรงของ แรงดันใน Steam Boiler ให้ Barista คนใหนก็สามารถ Steam นมได้ เนียนนุ่ม ดังเช่น Barista Champion

Astoria Plus 4 You สามารถ บอกค่า Parameter ต่าง ๆ ทุกการใช้งาน เช่น :

การบอกค่าความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อให้ Barista ได้ปรับเครื่องบดกาแฟได้ง่ายขึ้น

การบอกค่า Extraction เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับเปลี่ยน ขนาดของเครื่องบดกาแฟ

การบอก เวลา Extraction Time

การบอก สถานะการทำงานต่าง ๆ ของตัวเครื่อง

การแจ้งเตือนให้เปลี่ยนระบบ กรองน้ำ

การแจ้งเตือนให้ทำความสะอาดเคร่ื่องชง พร้อม ระบบทำความสะอาดเครื่องอัตโนมัติ


นอกจากนี้ Astoria Plus 4 You ยังมาพร้อมกับระบบต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ :

ระบบ เปิดปิดการทำงาน อัตโนมัติ

ระบบ ปิดเครื่อง ในวันหยุดประจำสัปดาห์

ระบบ Air Lock Safety ป้องกันความดันอากาศค้างในระบบ

ระบบ Hot water Mixed เพื่อให้ น้ำร้อน และ น้ำเย็นผสมกัน ทำให้น้ำร้อนที่ได้ไม่กระเด็น และ มีอุณหภูมิพร้อมดื่มทันที

ระบบ อุ่นแก้ว พร้อมการปรับตั้งอุณหภูมิความร้อน

ระบบ การทำงานร่วมกับเครื่องคิดเงิน เพื่อป้องกันการ ชงกาแฟนอกเหนือการขายจริง

นอกจากนี้ Astoria Plus 4 You Espresso Machine ยังมีระบบการทำงานอีกมากมาย ที่ทำให้คุณ สะดวก สบาย กับการชงกาแฟให้มีคุณภาพดีที่สุด ในทุก ๆ แก้ว เพราะเราเชื่อว่า ลูกค้าคงไม่อยากเสี่ยงกับกาแฟที่ไม่มีคุณภาพ ของร้านกาแฟทั่ว ๆ ไปครับ.

ราคา สอบถามได้ที่ฝ่ายขาย
พิเศษเฉพาะช่วงแนะนำ รับส่วนลด พร้อมอุปกรณ์ครบชุด


 
เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่
Espresso Machine - G10
Multi Boiler,
Digital Temperature ,
Digital Display ,PID Control

เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ CREM - Model G-10 เป็นเครื่องชงกาแฟที่ใช้เทคโนโลยี PID มาควบคุมระบบการทำงานให้ อุณหภูมิ ของน้ำที่ใช้ มีความแม่นยำขึ้น ถึง +- 0.1 องศา เซลเซียส อีกทั้งตัวโครงสร้าง ออกแบบอย่างสวยงามโดย สแตนเลส และ โลหะ ขึ้นรูป โดยรวมฟังก์ชั่นการตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่องอัตโนมัติ ให้คุณมั่นใจได้ว่า เมื่อเปิดร้านตามเวลาแล้ว เครื่องชงกาแฟจะพร้อมใช้งานได้ทันที

* ก้านสตรีม No burn ครั้งแรกกับเครื่องชงกาแฟที่สามารถจับก้านสตรีมนมในขณะใช้งานได้โดยไม่ร้อน สำหรับรุ่น Multi boiler สามารถตั้งอุณหภูมิของแต่ละหัวกรุ๊ปได้แยกกันอย่างอิสระ และ แต่ละหัวกรุ๊ปมี Boiler แยกกันอย่างอิสระ ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1.5 L เพิ่มความเสถียรได้มากขึ้น และ ยังมีระบบอุ่นน้ำก่อนเข้า boiler อีกด้วย ในขณะที่เครื่อง G-10 ทุกรุ่น สามารถ Back Flush ได้อัตโนมัติเอง รุ่น 2 G. ขึ้นไปมีจอ Display บอกค่าอุณหภูมิภายใน Boiler และสถานะการทำงาน อีกทั้งยังสามารถตั้งชื่อร้านของคุณไว้ที่เครื่องได้ใน Mode Stand by ทั้งยังสามารถ นับจำนวนการใช้งานของการทำกาแฟแต่ละหัวกรุ๊ปได้ เครื่องชงกาแฟ G10 ทุกรุ่นใช้ control ของ Gicar รุ่นที่ดีที่สุด ซึ่งเป็น control ที่ได้รับความนิยม และ ใช้กันแพร่หลายในเครื่องรุ่นที่แพง ๆ และ ดี ๆ หลาย ๆ แบรนด์

เครื่องชงกาแฟ CREM G-10 ยังมีฟังชั่นอีกมากมาย

G10 mini (1หัวกรุ๊ป)ราคาพิเศษเพียง 85,000 บาท
G10 Lux (2 หัวกรุ๊ป) ราาคา 160,000 บาท
G10 Multi boiler ราคา 180,000 บาท


สนใจสินค้า สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายขายของบริษัท


ดาว์นโหลดโบชัวร์ผลิตภัณฑ์ได้ที่นี่


อ่านรีวิวผลิตภัณฑ์ G10 mini
เครื่องบดกาแฟเอสเพรสโซ่ Compak รุ่น K-3 Touch

Designated for instant grinding (fresh coffee) of decaffeinated or gourmet coffee.
Option of making 1 or 2 cups of coffee or continuous operation. Adjustable dispensing.

Motor power (hp): 1/8
RPM: 1300
Grinding disc (mm): 58
Production (lb/h): 6-10
Stepless micrometrical grinding adjustment.

ราคา 20,900.- บาท

เครื่องบดกาแฟเอสเพรสโซ่ Compak รุ่น K-3 Elite

Specially designed for grinding delicate single-origin,
decaffeinated as well as gourmet coffee. Made entirely out of aluminum. "Espresso area" calibrated to facilitate regulation.

Motor power (hp): 1/8
RPM: 1300
Grinding disc (mm): 58
Production (lb/h): 11-13
Stepless micrometrical grinding adjustment.

ราคา 21,900.- บาท

เครื่องบดกาแฟ Compak รุ่น K-6

Excellent features, production capacity and price ratio.
Has a continuous micrometrical regulation system and an aluminium dispenser with a built-in coffee press.

Motor power (hp): 1/3
RPM: 1300
? Grinding disc (mm): 64
Production (lb/h): 23-27
Automatic stop.
Coffee counter.

ราคา 28,500.- บาท

อ่านรีวิวเครื่องบดกาแฟ compak


CREM G10 mini Review
Tuesday, June 26th, 2007

By Mr.Z (EspressofriendBlog)


สำหรับ G10 mini แล้ว อาจจะไม่ใช่เครื่องชงกาแฟที่ ไฮเทค หรือ สวยงามมากนัก แต่ก็ครบถ้วนสำหรับความต้องการและ ความทนทาน ตัวเครื่องประกอบจาก สแตนเลส และ โลหะพ่นสี ซึ่งน่าจะแข็งแรงกว่าพลาสติกทั่ว ๆ ไป บรรจุมาพร้อมกับ Boiler ขนาด 6 L. ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องการสตรีมนมเลย สำหรับเครื่องหัวเดียวแล้ว คงไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก กับเครื่องแบรนด์อื่น ๆ แต่สิ่งที่ G10 mini ทำได้ดีมาก ๆ คือ เรื่องของ Shot กาแฟที่ไหลออกมาได้สวยงาม เหมือน ๆ กับ G10 2 gr. เลยทีเดียว ซึ่งนั้นเป็น ข้อดีของ หัวกรุ๊ปแบบ e61 (Registered pre-infusion chamber) ที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร

การควบคุมการทำงานของ G10 mini ก็ง่ายมาก เพราะมีระบบ Volumatic ติดตั้งมาให้พร้อมกันทุกตัว แต่สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจ และ น่าใช้มากของ G10 mini คือ ก้านสตรีมแบบ “ไม่ไหม้มือ” หรือ ” No burn ” เป็นก้านสตรีมที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานในวันที่ยุ่ง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะ ผิวหนังจะไม่มีทางถูกแนบด้วยโลหะร้อน ๆ ให้กลายเป็น เหมือนโดนลงโทษในการทำผิดอะไรมา และ ก้านสตรีมแบบนี้ จะไม่มีคราบนมแห้งใหม้ติดก้าน ทั้งยังทำความสะอาดได้ง่าย อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ การป้องกันปัญหาที่เกิดจาก หินปูน จากน้ำที่นำมาใช้ แน่นอน น้ำแต่ละแห่งอาจจะมีค่า หรือ ความสะอาดไม่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่แล้ว น้ำที่มีความกระด้างมาก จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ เกิดคราบตะกรัน ใน Boiler และ ถ้าหาก Flowmeter ถูกติดตั้งในส่วนของน้ำร้อนด้วยแล้ว อุปกรณ์ตัวนี้ ที่มีหน้าที่วัดระดับน้ำเพื่อสั่งให้หยุดน้ำเมื่อถึงระดับที่โปรแกรมไว้ ก็มีโอกาสจะเพี้ยน หรือ เกิดปัญหาในการทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ตัว G10 mini นี้ ได้ติดตั้ง Flowmeter มาในส่วนของน้ำเย็น จึงทำให้ยืดอายุของอุปกรณ์ และ ปัญหาการใช้งานได้เป็นอย่างดี และ ที่โรตารี่ปั๊มในส่วนของทางน้ำเข้า และ ทางน้ำออก ในส่วนบนของ thermosiphon ได้มีการติดตั้ง Magnetic Block มาให้เพื่อใช้ปรับสภาพโมเลกุลของน้ำ เพื่อช่วยในเรื่องของ การเกิดตะกรัน และ ยังมีผลทำให้ รสชาติของน้ำที่ออกมาดีขึ้นด้วย

ถ้าหากเปรียบเทียบกับ สิ่งที่ได้รับ กับราคาค่าตัวของ CREM G10 mini แล้วจะเห็นได้ว่า มีความคุ้มค่ามาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้จะต้องทดสอบและทดลองด้วยตัวเอง เพื่อจะได้เครื่องที่่เหมาะสมกับความจำเป็นของตัวเองได้ดีที่สุดครับ .


COMPAK K3 Review
Monday, June 25th, 2007

By Mr.Z (EspressofriendBlog)


หลังจากที่ผมตกลงและตัดสินใจที่จะนำ เครื่องบดกาแฟ Compak เข้ามาจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แล้วนั้น
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทดสอบเพื่อจะได้รู้ว่าเครื่องบด compak นั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ในครั้งนี้ผมได้ชักชวนคุณหมอพร เข้ามาเล่นและทดสอบ กันด้วย โดยที่คุณพรก็ไม่ลืมยกเจ้า Eureka MDL ตัวเก่งมาด้วย และ ยังติด เครื่องบดมือ Zassen haus มาด้วย งานนี้เราเลยมีเครื่องบดกาแฟเพียบ จากคราวที่แล้วที่เราเคยทดสอบกันระหว่าง Flat burr กับ Conical กันแล้วนั้น ตอนนี้ เราเลยมีโอกาสได้ทดสอบระหว่าง Flat burr VS Flat burr และ Conical VS Conical กันด้วย และเนื่องจากเครื่องบดในครั้งนี้แต่ละตัวเป็นเครื่องบดใหม่ ๆ กันทั้งนั้น เลยไม่มีใครได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบกันในเรื่องความคมของใบมีดแล้ว

ในวันนี้เราเลยมี เครื่องบด กันเกือบ 5 ตัว คือ
1.Mahlkoenig K30es Vario
2.Compak K10 WBC
3.Eureka MDL
4.Zassen haus
5.Compak K3 touch

โดยได้เครื่องชงที่ใช้ในการชงกาแฟคือ CREM G10 multi boiler และ ใช้กาแฟหลักที่ทดสอบคือ Ethiopia Harar เป็นกาแฟที่ใช้ในการทดสอบกันครับ เนื่องจาก กาแฟตัวนี้ มีความโดดเด่นในเรื่องของ ความซับซ้อน และ เป็น Dry Process ซึ่งมีรส และ ลักษณะเฉพาะอยู่มาก

ในวันนี้ คุณพรทำหน้าที่เป็น Barista หน้าตาดี เหมือนเดิม!

โดยก่อนที่จะเร่ิมนั้น พอดีลูกค้าท่านหนึ่งเดินทางมา ดูเครื่องชงกาแฟพอดี เราเลยได้ทดลองชงกาแฟ จากเครื่อง Brewtus II อีกด้วย ซึ่งสำหรับการชงผ่าน Brewtus II นั้นคงต้องให้คุณพรมาอธิบายอีกทีว่ารู้สึกอย่างไร เพราะช่วงนั้นผมยุ่งมาก เลยไม่ได้ชิม

คราวนี้เรากำหนดอุณหภูมิกันไว้ ที่ 94 c. โดยเริ่มจาก Eureka MDL ก่อน ผลที่ได้จากกาแฟที่ผ่านการบดจาก MDL ยังเหมือนเดิม คือให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล แต่หนักแน่น มีิความรู้สึกเป็นเนื้อ จากการสัมผัสที่ลิ้นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ ลักษณะเด่นของกาแฟ Dry Process ยังคงชัดเจน และ เป็นเอกลักษณ์อย่างดี และในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน กลิ่นผลไม้สุกประเภท บลูเบอร์รี่ ก็ลอยขึ้นโพรงจมูก โดยมีกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ซึ่งไม่ชัดเจนเท่ากาแฟจาก Yirgachaffe ติดท้ายจากการหายใจออก ผลสรุปคือ เครื่องบดกาแฟแบบ Conical นั้นยังคงทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดิม

จากนั้นเราก็มาบดกาแฟจากเครื่องบดกาแฟตัวต่อมาซึ่งก็คือ Compak K10 WBC ซึ่งเป็นเครื่องบดแบบ Conical รอบต่ำเพียง 340 รอบ โดยจะเห็นได้ชัดว่ากาแฟจะออกมาช้ากว่าตัวเมื่อกี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่า Compak ทำได้ดีมาก ๆ กับเครื่องบดตัวนี้คือ Doser และ ชุดเฟืองบดตัวบน ที่มีหน้าที่ในการปรับความละเอียดแบบ Stepless นั่นเอง คือ ชุดอุปกรณ์ที่เป็นตัวปรับและคอเฟืองตัวนี้ เป็นอลูมินั่มหล่อ และ ขัดมันเก็บงานมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังปรับปรุงการล๊อคการเคลื่อนที่ของเกลียว ด้วยหมุดยึดจากด้านบน แทนที่ การยึดจากด้านข้าง แบบเดิม ๆ และ Doser ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่ สัมผัสกับผู้ใช้มากที่สุด ก็ออกแบบมาอย่างดี โดยใช้วัสดุที่แข็งแรงทุกชิ้นส่วน ง่ายต่อการทำความสะอาด และ ยังปล่อยผงกาแฟจาก Doser มายัง Potrafilter ได้ตรงไม่เลอะเทอะ ซึ่งผมต้องการทดสอบว่าจริงอย่างที่คุณพรว่าไว้หรือไม่ ก็เลยทดสอบดึงผงกาแฟให้ร่วงลงถาดรองผงกาแฟเล่น โดยผมดึงก้านปัดผงกาแฟ อย่างเร็วและแรง เสมือนการทำงานโดยปรกติในบาร์ และผลที่ได้ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ อย่างที่คุณพรว่าไว้ ถ้าดูในรูปจะเห็นว่า ผงกาแฟนั้นจะกองพูนขึ้นตรงกลางจริง ๆ

ไว้ผมจะมาเล่นเจ้า Compak K10 WBC จริง ๆ จัง ๆ อีกที โดยจะถอดอุปกรณ์ภายในมาดูกันเลยครับ แต่คราวนี้ มาพูดถึง กาแฟที่บดและชงผ่านเจ้าตัวนี้ ว่าเป็นไง … ผลปรากฎว่า espresso ที่ได้มานั้น คล้ายและเหมือนกาแฟจาก MDL มาก ความแตกต่างผมแทบไม่ค่อยรู้สึก แต่ช่วงที่ทำตัวนี้นั้น ผมก็มีธุระอื่นเหมือนกัน ทำให้สมาธิเสียไปพอสมควร จึงไม่สามารถแยกความต่างได้อย่างชัดเจน คงต้องให้คุณพร หรือ คุณเต้ย มาขยายความรู้สึกอีกที

และแน่นอน ตัวต่อมา ก็เป็น Mahlkoenig K30es ตัวเดิม คราวนี้เอสเพรสโซ่ที่ชงออกมานั้น ต่างกัน จนแทบจะนึกว่าเป็นกาแฟคนละตัวเลยทีเดียว เพราะถ้าชงออกมาในเวลาที่ได้พอ ๆ หรือ เท่า ๆ กับ เคริ่องบดกาแฟแบบ Conical นั้น จะรู้สึกว่า กาแฟจะ Sharp และ กระจ่าง เบากว่า ไม่หนักแน่น หรือ เป็นมวล (Round) แบบ Conical แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ ที่โดดเด่นแบบ Flat Burr ที่ Conical ให้ไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งความเห็นผมนั้น คิดว่า ถ้าได้ปรับกาแฟให้ละเอียดขึ้นอีกนิด เอสเพรสโซ่ที่ได้น่าจะ ได้ Body ที่ดีกว่านี้

แต่ที่ทำให้ตกใจไปเหมือนกันในครั้งนี้ก็คือ กาแฟที่ผ่านการบดจาก เครื่องบดกาแฟ Compak K3 Touch นั้น ให้ผลใกล้เคียงกาแฟที่ได้จาก Mahlkoenig พอสมควร อาจจะด้อยกว่าบ้างก็ในเรื่องของความ กระจ่าง และ Flavor ที่ได้จาก K30 es นั้นชัดเจนกว่า K3 touch อยู่เล็กน้อย แต่เมื่อมาดูเจ้า Compak K3 touch ใกล้ ๆ ว่าเป็นเครื่องบดกาแฟแบบใหนกันแน่ เพราะหน้าตาแปลก เหลือเกิน ..

Compak K3 Touch นั้นถูกออกแบบมาให้ เป็นแฝดของ Compak K3 Elite ต่างกันก็ตรงที่ Elite เป็นเครื่องบดที่มี Doser เหมือนปรกติทั่ว ๆ ไป แต่ K3 Touch นั้น ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบ Grind on demand โดยสามารถตั้งเวลาให้กาแฟบดออกมาได้ปริมาณที่เราตั้งการได้แบบ Single shot เท่านั้น ถ้าหากต้องการแบบ Double shot ก็แค่กดสวิตซ์อีกครั้ง เพราะวงจรที่ใช้กับตัวนี้เป็นระบบ ง่าย ๆ โดยที่ K3 touch ไม่ลืมที่จะมี สวิตซ์บดกาแฟต่อเนื่องติดมาด้วย ดูเหมือนจะใช้ยากสำหรับเจ้า K3 Touch แต่ถ้ามองถึงราคาค่าตัวที่ห่างกับ K30es อยู่หลายเท่าตัว ทำให้ K3 Touch ดูน่าสนใจขึ้นโดยทันที ซึ่ง K3 ทั้งสองรุ่นนั้น ใช้เฟืองบดขนาด 58 mm. ปรับความละเอียดของผงกาแฟได้อิสระ (Stepless) ถือเป็นเครื่องบดขนาดกลางที่ไม่เลวเลยทีเดียว (ใครสนใจ K3 Elite ลองติดต่อที่ Hillkoff.com หรือ คุณอ๋า BlueKoff.com ได้ครับ )

ทดสอบกันไปหลาย ๆ เที่ยว เผอกลืนไปก็เยอะ เริ่มเมา ๆ คาเฟอีน กันแล้ว เราเลยออกกำลังกายกัน ด้วยการมาบดกาแฟโดย ใช้แรงคนหมุน เจ้า Zassen haus ได้หอบกันไปหลายแฮ๊ก กว่าจะได้ 2 shot … ไม่รู้เพราะเหนื่อยหรือ เพราะ มึนกันแน่ แต่กาแฟที่ได้จาก Zassen haus ตัวนี้ ดีเหลือเชื่อ !!!! จากกาแฟตัวเดียวกัน เวลาเท่า ๆ กัน ตอนแรก ๆ ที่ชิมไปจากเครื่องบดที่ผ่านมานั้น กาแฟจะมีติด Bitter มาเล็กน้อยมาก ซึ่งผมก็คิดอยู่ในใจว่า คงมาจากการคั่วเข้มของผม ซึ่งตั้งใจจะคั่วไว้ใช้กับ Espresso Blend แต่ผลจากการบดของZassen haus เรียกได้ว่า แทบไม่มี Bitter ติดมาเลย กลายเป็นว่า งานนี้ เรียกกันได้ว่า ” Simple is the best “ จริง ๆ ว่า ๆ ไป อะไร ๆ ก็ดีอยู่สำหรับเครื่องบดมือหมุนตัวนี้ เสียอย่างเดียวคือ ใช้ยาก ไปหน่อย

ถึงวันนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า ใบมีดของเครื่องบดนี่ ปล่อยไว้ไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะความอร่อยของกาแฟนี่ มาจากเรื่องนี้เป็นหลักเลยทีเดียว จะเครื่องบดอะไรก็ตามในเวลานี้ คงจะไม่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนเกินไปนัก ถ้าอยู่ในระดับ เดียวกัน จะต่างกันก็เครื่องรูปร่าง และ ความแข็งแรง และ ความน่าใช้ซึ่งผมถือว่าสำคัญมากในเรื่องนี้


© 2007-2008 : Peaberry Limited.
Alright Reserved.